วัตถุระเบิดสำหรับงานเหมืองแร่และเหมืองหิน

( EXPLOSIVE FOR MINING AND QUARRYING )

  1. วัตถุระเบิด
  2.         วัตถุระเบิดคือ สารเคมีจำพวกสารประกอบ หรือ ของผสมของสารประกซึ่งเมื่อได้รับการกระตุ้นจากพลังงานความร้อน,แรงกระแทก,แรงเสียดสีหรือแรงช็อค ที่เหมาะสมจะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวทันทีทันใด ตามขั้นตอนของ THERMOCHEMICAL ซึ่งมีผลให้เกิดความร้อน และ ก๊าซที่มีแรงดันสูงออกมา โดยค่าความร้อนในการเกิดปฏิกิริยานี้จะมีค่าประมาณ 3,000-7,000 องศาฟาเรนไฮร์ และแรงดันมีค่าประมาณ 150,000-3,980,000 psi.
            วัตถุระเบิดบางชนิดทำปฏิกิริยาช้า เป็นลักษณะการเผาไหม้อย่างรวดเร็ว ( rapid buring) เราเรียกว่าเกิด deflagration ซึ่งปฏิกิริยาแบบนี้จะเคลื่อนตัวไปตามวัตถุระเบิดด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าความเร็วเสียง
            วัตถุระเบิดบางชนิดทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว เราเรียกว่าเกิด detonation ซึ่งปฏิกิริยาแบบนี้เคลื่อนตัวไปตามวัตถุระเบิดด้วยความเร็วที่เร็วกว่าความเร็วเสียง

  3. ส่วนประกอบของวัตถุระเบิด
  4. วัตถุระเบิดส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ส่วน คือ
            1. สารนำออกซิเจน ( oxygen carrier , oxidizer ) คือสารประกอบชนิดที่มีออกซิเจนมากเกินความต้องการที่ใช้ในการเผาไหม้ในตัวเอง ซึ่งจะมีออกซิเจนเหลือจากการเผาไหม้ , ตัวอย่างสารประกอบประเภทนี้ ได้แก่ แอมโมเนียไนเตรท , แคลเซียมไนเตรท เป็นต้น
       
         2. สารเผาไหม้ ( combustible , fuel ) 
    คือวัสดุที่ต้องการใช้ออกซิเจนเมื่อเกิดการเผาไหม้ โดยทั่วไปสารเผาไหม้ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการกลั่น และอลูมิเนียม

     3. ตัวอย่างได้แก่ สาร nitroglycerin ใน Dynamite หรือ ผงแก้วโปร่ง ( glass microballoons ) ใน Emulsion

3. ชนิดของวัตถุระเบิด

ถ้าพิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้วัตถุระเบิดอาจจำแนกชนิดของวัตถุระเบิดได้เป็นดังนี้
          1. วัตถุระเบิดในงานอุตสาหกรรม ซึ่งได้แก่ Dynamites , Emulsion เป็นต้น
          2. วัตถุระเบิดในงานทางทหาร ซึ่งได้แก่ TNT , RDX, PETN เป็นต้น
ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะวัตถุระเบิดที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมเท่านั้น

วัตถุระเบิดในงานอุตสาหกรรม
   
สำหรับวัตถุระเบิดในงานอุตสาหกรรมอาจจำแนกชนิดของวัตถุระเบิดได้ตามลักษณะการนำไปใช้งานดังนี้
                                 - วัตถุระเบิดชักนำ ( Initiating Explosive )
                                 - วัตถุระเบิดแรงต่ำ ( Low Explosive )
                                 - วัตถุระเบิดแรงสูง ( High Explosive )
                                 - สารระเบิด ( Blasting Agents )
   
การใช้งานของวัตถุระเบิดเหล่านี้ จะเป็นลักษณะการกระตุ้นให้เกิดการระเบิดเป็นลูกโซ่
เริ่มจากวัตถุระเบิดที่มีความไวสูง ปริมาณน้อย ไปยังวัตถุระเบิดที่มีความไวต่ำปริมาณมาก โดยลักษณะการใช้งานดังนี้
       
1. เริ่มจากวัตถุระเบิดแรงต่ำที่มีความไวต่อความร้อน
เช่นดินดำที่สามารถจุดได้ด้วยไม้ขีดไฟ,สารเคมีที่ใช้ทำหัวไม้ขีดในแก๊ป เป็นต้น
   
     2.วัตถุระเบิดแรงต่ำจะทำให้มีแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้นและสามารถกระตุ้นให้วัตถุระเบิดชักนำที่อยู่ในเชื้อปะทุ (แก๊ป) ให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ เช่น แรงจุดจากสายชนวนเวลา จะจุดให้เชื้อปะทุประเภทแก๊ปเกิดระเบิด ซึ่งในแก๊ปเองก็จะมีการระเบิดเป็นลูกโซ่เช่นกัน เริ่มจากการจุดสารวัตถุระเบิดล่อ (Lead Azide,Lead Styphnate) แรงจากวัตถุระเบิดล่อจะจุดวัตถุระเบิดชักนำหรือวัตถุระเบิดหลัก (PENT , RDX) ให้เกิดการระเบิดขึ้น อนึ่งสำหรับเชื้อปะทุประเภทสายชนวนระเบิดและเชื้อปะทุไม่ใช้ไฟฟ้าจำเป็นต้องจุดด้วยแก๊ปเช่นกัน เพราะไม่มีวัตถุระเบิดล่อ
   
     3. แรงระเบิดจากวัตถุระเบิดชักนำในเชื้อปะทุ จะกระตุ้นให้วัตถุระเบิดแรงสูง (Dynamite, Emulsion , Anzomex) เกิดการระเบิดขึ้น
   
     4. แรงระเบิดจากวัตถุระเบิดแรงสูงจะกระตุ้นในสารระเบิด (ANFO , Heavy ANFO) เกิดการระเบิดขึ้นและแรงที่ได้จากการระเบิดนี้จะถูกส่งผ่านไปยังเนื้อหินในรูเจาะระเบิด 

4. เชื้อปะทุสำหรับการจุดระเบิด

จากลักษณะการใช้งานของวัตถุระเบิดในงานอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าวัตถุระเบิดจะถูกกระตุ้นให้ระเบิดเป็นลูกโซ่ต่อๆกัน ดังนั้นวัตถุระเบิดแรงสูงจะถูกกระตุ้นให้ระเบิดได้ต้องมีการกระตุ้นจากเชื้อปะทุสำหรับจุดระเบิดชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับวัตถุระเบิดแรงต่ำประเภทดินดำ ซึ่งสามารถจุดได้ด้วยไม้ขีดไฟธรรมดา เชื้อปะทุสำหรับการจุดระเบิดวัตถุระเบิดแรงสูงที่มีอยู่หลายชนิดได้แก่
                            1. แก๊ปธรรมดา และสายชนวนเวลา ( Blasting Cap and Safety fuse )
                            2. แก๊ปไฟฟ้า ( Electric Blasting Cap )
                            3. สายชนวนระเบิด ( Detonating Cord )
                            4. เชื้อปะทุไม่ใช้ไฟฟ้า ( Non-Electric Detonator )

แก๊ปธรรมดา และสายชนวนเวลา ( Blasting Cap and Safety fuse )
   
     วิธีการจุดระเบิด ด้วยเชื้อปะทุแบบแก๊ปธรรมดานี้โดยปกติจะใช้กับสายชนวนเวลชาและมักใช้สำหรับ การระเบิดย่อยหินก้อนใหญ่ที่ได้จากการระเบิดในครั้งแรก ( secondaryblasting ) ใช้เป็นตัวกระตุ้นสายชนวนระเบิด หรือ เชื้อปะทุที่ไม่ใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบการระเบิดที่ใช้
Detonating Cord                       Electric Detonators


ลักษณะและส่วนประกอบของแก๊ปธรรมดาและสายชนวนเวลา
   
สายชนวนเวลาประกอบด้วยแกนที่เป็นดินดำ ซึ่งถูกพันรอบด้วยวัสดุสิ่งทดและถูกเคลือบทับอีกชั้นด้วยวัสดุที่สามารถกั้นความชื้นและน้ำได้ เช่น พลาสติก
อนึ่งหากมีน้ำมัน หรือวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถเข้าไปผสมดับดินดำในสายชนวน จะทำให้อัตราความเร็วในการเผาไหม้ของสายชนวนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ อัตราการเผาไหม้ของสายชนวนเวลานั้นค่อนข้างคงที่และไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ถ้าสายชนวนเวลาที่ผลิตต่างบริษัทกันอาจมีอัตราการเผาไหม้ที่ต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วอัตราการเผาไหม้ของสายชนวนเวลานั้นจะมีประมาณ 130 วินาทีต่อเมตร (อเมริกา) และประมาณ 120 วินาทีต่อเมตร (ยุโรป) ที่ระดับน้ำทะเลและมีค่าเปลี่ยนแปลงประมาณ 10 วินาทีจากมาตรฐาน

 

                              b3.jpg (28180 bytes)

 

                                                    รูปแสดงส่วนต่าง ๆ ของแก๊ปธรรมดา

        สำหรับแก๊ปธรรมดาจะประกอบด้วยหลอดโลหะอลูมิเนียม หรือ ทองแดงซึ่งปลายของหลอดจะปิดด้านและเปิดด้านที่ก้นหลอดโลหะ ด้านที่ปิดจะบรรจุวัตถุระเบิดหลักส่วนใหญ่ที่ใช้มักเป็น PETN ด้านบนของวัตถุระเบิดหลักจะบรรจุวัตถุระเบิดล่อซึ่งมักจะเป็น Lead azide หรือ Lead azide ผสมกับ Lead styphnate วัตถุระเบิดล่อนี้จะมีความไวต่อความร้อนที่ได้จากสายชนวนเวลาที่ติดอยู่ เมื่อวัตถุระเบิดล่อทำงานก็จะกระตุ้นให้วัตถุระเบิดหลักต่อไป
แก๊ปธรรมดานี้จะมีความแรงที่แตกต่างกันโดยความแรงของแก๊ปนี้จะกำหนดไว้เป็นเบอร์ต่าง ๆ ซึ่งเบอร์ที่ใช้กันมากจะเป็น เบอร์ #6 และเบอร์ #8 โดยเบอร์ #8 จะมีวัตถุระเบิดหลักประมาณ 0.7 กรัม เบอร์ #6 จะมีวัตถุระเบิดหลักประมาณ 0.35 กรัม

การใช้งานของแก๊ปธรรมดาและสายชนวนเวลา
การประกอบแก๊ปธรรมดาและสายชนวนเวลา
   
     1. ตัดปลายของสายชนวนจากม้วนสายชนวนทิ้งประมาณ 1 ฟุต เพื่อกันความชื้นที่เข้าไปในม้วนสายชนวนจากการเก็บรักษา
   
     2. ตัดสายชนวนตามความยาวที่ต้องการจะใช้ จากม้วนสายชนวนแล้วจุด เพื่อจับเวลาในการเผาไหม้ก่อนนำไปใช้
   
     3. ตัดสายชนวนให้เห็นดินดำในสายชนวนชัดเจน (ตัดเฉียง)
   
     4. ตัดปลายของสายชนวนให้หน้าตัดตั้งฉากกับแนวยาว เพื่อที่จะใช้บรรจุในแก๊ป โดยการบรรจุในหลอดโลหะนั้นไม่ควรมีช่องอากาศอยู่ระหว่างปลายสายชนวนกับวัตถุระเบิดล่อในแก๊ป

    1. หนีบแก๊ปที่ใส่สายชนวนแล้วโดยหนีบให้รอบหลอดโลหะด้วยเครื่องหนีบ
    2. ในสภาพงานที่เปียดให้กันรอยที่หนีบด้วยการทาจารบีหรือวัสดุที่กันน้ำได้

ข้อดีและข้อเสียของการใช้แก๊ปธรรมดาและสายชนวนเวลา

ข้อดี

                    1. ลดอัตราการเสี่ยงอันตรายจากสื่อทางไฟฟ้า และคลื่นความถี่ต่าง ๆ
                    2. สามารถประกอบแก๊ปและสายชนวนเวลาให้เหมาะสมกับความยาวของรูระเบิดได้
                    3. ราคาถูก

ข้อเสีย

                   1. ไม่สะดวกต่อการทำการระเบิดหินทีละหลาย ๆ รูเจาะได้
                  2. ใช้เวลาในการระเบิดนาน
                  3. พนักงานที่ทำการระเบิดเสี่ยงอันตรายต่อการทำงานมากเกินไป
                  4. หากใช้ในพื้นที่เปียกชื้นอาจไม่ระเบิด
                  5. ตรวจสอบเชื้อปะทุก่อนจุดไม่ได้

 แก๊ปไฟฟ้า ( Electric Blasting Cap )
   
     การใช้แก๊ปไฟฟ้าเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าในการจุดระเบิด ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยให้กับบุคคลที่ทำงานระเบิดมากขึ้น และไม่ต้องใช้ความร้อนในการจุดระเบิดสามารถควบคุมปัจจัยในงานระเบิดได้ดีกว่าระบบสายชนวนเวลาและเชื้อปะทุธรรมดา และสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบแก๊ปที่ต่อกันทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงต่อการระเบิดด้าน

ลักษณะทั่วไปของแก๊ปไฟฟ้า

 

 

                                b4.jpg (38980 bytes)

 

                                                   รูปแสดงส่วนประกอบของแก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลา

 

 

ส่วนประกอบโดยทั่วไปของแก๊ปไฟฟ้าจะเหมือนกับแก๊ปธรรมดา แต่จะมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือส่วนของหัวจุด ( Fuse head ) และหลอดที่บรรจุสารเคมีสำหรับการถ่วงเวลาสำหรับแก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลา ( Delay element ) ส่วนของหัวจุดนี้จะประกอบด้วยปลายของสายไฟฟ้า 2 เส้นที่อยู่ในซิลพลาส-ติกหรือยาง มีลวดความต้านทานเชื่อมระหว่างปลายสายไฟฟ้าทั้ง 2 และที่ลวดความต้านทานจะมีสารเคมีที่ไวต่อความร้อน หุ้มอยู่ลักษณะเหมือนหัวไม้ขีด ( Match head )
แก๊ปไฟฟ้าชนิดถ่วงเวลาจะบรรจุหลอดสารเคมีถ่วงเลาที่ส่วนบนของวัตถุระเบิดล่อก่อน แล้วบรรจุส่วนของหัวจุดแล้วจึงหนีบส่วนที่เป็นซีลพลาสติกให้ติดอยู่ด้านในหลอดโลหะ สำหรับแก๊ปไฟฟ้าธรรมดาก็จะบรรจุส่วนของหัวจุดบนวัตถุระเบิดล่อโดยตรง

 ประเภทและการใช้งานของแก๊ปไฟฟ้า

แก๊ปไฟฟ้าสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท ตามเวลาในการจุดตัว

    1. แก๊ปไฟฟ้าธรรมดา (Instantaneous electric detonators)
    2. แก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลาส่วนพันวินาที (Milli-second delay electric detonators)
    3. แก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลาครึ่งวินาที (Half-second delay electric detonators)

แก๊ปไฟฟ้าธรรมดา คือแก๊ปที่พัฒนามาจากแก๊ปธรรมดาที่ใช้ความร้อนในการจุดระเบิด โดยการระเบิดของแก๊ปไฟฟ้าธรรมดานั้นเริ่มจากกระแสไฟฟ้าที่ผ่านเข้ามาทางสายแก๊ปจะผ่านลวดความต้านทานที่เชื่อมวงจรในตัวแก๊ป (Bridge wire) จะทำให้เกิดความร้อนขึ้น ความร้อนนี้จะกระตุ้นให้สารเคมีที่ใช้หุ้มลวดความร้านทาน (Match head) เกิดการจุดตัว ซึ่งเกิดแรงกระตุ้นที่สามารถกระตุ้นให้วัตถุระเบิดล่อในแก๊ปจุดตัวและไปกระตุ้นให้วัตถุระเบิดหลักในแก๊ปจุดตัวต่อไป แก๊ปไฟฟ้าธรรมดานี้เหมาะสำหรับงานระเบิดที่ต้องการได้หินก้อนใหญ่ ๆ (BOULDER AND PRESPLITTING)

แก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลาส่วนพันวินาที  
    มีสารเคมีที่ทำให้เกิดการถ่วงเวลา (Delay element) ก่อนการระเบิดซึ่งจะบรรจุอยู่ระหว่าง match head กับวัตถุระเบิดล่อในแก๊ป สารเคมีที่ทำให้เกิดการถ่วงเวลาในแก๊ปประเภทนี้จะถ่วงเวลาได้เป็นส่วนพันวินาที และการถ่วงเวลาของแก๊ปประเภทนี้จะกำหนดเป็นเบอร์ซึ่งแต่ละเบอร์ไม่ควรจะถ่วงเวลาห่างกันเกิน 0.1 วินาที โดยทั่วไปแต่ละเบอร์อาจจะถ่วงเวลาห่างกัน 0.025 วินาที อาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ และ ในชุดหนึ่งอาจมี 20 เบอร์ อาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ ทั้งนี้แล้วแต่บริษัทผู้ผลิตจะผลิตออกมาจำหน่าย ส่วนใหญ่แก๊ปประเภทนี้มักใช้กับงานระเบิดที่ต้องการควบคุมทิศทางการระเบิด เช่น การระเบิดหน้าผาลำดับชั้น (BENCH) คู,ร่อง (TRENCH) เป็นต้น

แก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลาครึ่งวินาที
   
จะมีส่วนประกอบเหมือนแก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลาส่วนพันวินาทีแตกต่างกันที่สารเคมีที่ใช้ทำให้เกิดการถ่วงเวลาในตัวแก๊ป การถ่วงเวลาจะกำหนดเป็นเบอร์ ซึ่งแต่ละเบอร์จะถ่วงเวลาห่างกันประมาณ 0.5 วินาที ส่วนใหญ่แก๊ปประเภทนี้มักใช้กับงานระเบิดอุโมงค์ (TUNNEL BLASTING) เพราะต้องการการถ่วงเวลาที่นานเพื่อให้เกิดช่องว่างให้หินเคลื่อนตัวออกมาได้
   
     ความแรงของแก๊ปไฟฟ้าจะกำหนดเป็นเบอร์ เหมือนกับแก๊ปธรรมดา โดยเบอร์ #6 มีปริมาณของวัตถุระเบิด ประมาณ 0.35 กรัม และเบอร์ #8 จะมีปริมาณของวัตถุระเบิด ประมาณ 0.7 กรัม

*ไม่ควรใช้แก๊ปไฟฟ้าต่างผู้ผลิตกันร่วมกันในการระเบิด เพราะคุณสมบัติของแก๊ปไฟฟ้าอาจแตกต่างกัน และจะเป็นสาเหตุให้การระเบิดด้านได้

ข้อดีและข้อเสียของการใช้แก๊ปไฟฟ้า

ข้อดี

                         1. สามารถตรวจสอบแก๊ปไฟฟ้าก่อนใช้ และเมื่อต่อวงจรเรียบร้อยแล้ว
                         2. ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถใช้กับงานระเบิดได้ทุกแบบ
                         3. ราคาถูก

ข้อเสีย

                       1. มีอันตรายจากสื่อทางไฟฟ้าและคลื่นความถี่ต่าง ๆ
                      2. มีปัญหาเรื่องของกระแสไฟฟ้ารั่วไหล ถ้าทำการต่อ,บรรจุไม่ดีหรือหน้างานเปียกชื้นอาจทำให้ระเบิดได้ไม่หมด
                      3. ต้องเลือกใช้หม้อจุดระเบิดที่มีกำลังเหมาะสม
                     4. มีขีดจำกัดของการถ่วงเวลา

สายชนวนระเบิด (Detonating Cord)

    สำหรับสภาพหน้างานที่มีปัญหาเกี่ยวกับสื่อทางไฟฟ้า หรือคลื่นความถี่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายที่จะใช้แก๊ปไฟฟ้าในการระเบิด ซึ่งมักนิยมใช้กับระบบสายชนวนระเบิดในการจุดระเบิด

ลักษณะโดยทั่วไปของสายชนวนระเบิด

สายชนวนระเบิดประกอบด้วยส่วนแกนซึ่งเป็นวัตถุระเบิดซึ่งมักเป็น (PETN) และพันรอบด้วยวัสดุประเภทสิ่งทอและหุ้มอีกชั้นด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันน้ำและการขูดข่วนของหินในขณะใช้งาน วัสดุที่ใช้หุ้มวัตถุระเบิดนี้มีหลายชนิดทำให้ได้สายชนวนระเบิดที่มีค่า Tensile strength แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมได้

ประเภทและการใช้งานของสายชนวนระเบิด

สายชนวนระเบิดนิยมที่จะใช้เป็นตัวใส่ลงไปในรูระเบิด (down line) เพื่อที่จะกระตุ้นวัตถุระเบิดแรงสูงที่อยู่ก้นหลุม และใช้เป็นตัวเชื่อมรูระเบิดหลาย ๆ รูทางด้านบน (trunk line)
ความแรงของสายชนวนระเบิดขึ้นกับปริมาณของวัตถุระเบิดที่ใส่ไว้ในแกนกลางของสายชนวนระเบิดมีช่วงตั้งแต่ 1 ถึง 400 เกรนต่อฟุต แต่ที่นิยมใช้กันมากจะมี วัตถุระเบิดในช่วง 25 ถึง 50 เกรนต่อฟุต (น้ำหนักวัตถุระเบิด 10 กรัมต่อเมตรเท่ากับ 50 เกรนต่อฟุต) สายชนวนระเบิดอาจรู้จักกันในชื่อทางการค้าของบริษัท เช่น Cordtex , Primacord เป็นต้น
สายชนวนระเบิดสามารถจุดได้ด้วยแก๊ปธรรมดาหรือแก๊ปไฟฟ้าที่มีกำลังเบอร์ #8 โดยจะจุดระเบิดไปตลอดความยาวของมันด้วยความเร็วประมาณ 6500 เมตรต่อวินาที ซึ่งสายชนวนระเบิดที่มีวัตถุระเบิดตั้งแต่ 50 เกรนต่อฟุตขึ้นไป สามารถจุดระเบิดวัตถุระเบิดที่ไวต่อเชื้อปะทุได้ทุกชนิด และต้องระวังเมื่อใช้สายชนวนระเบิดกับ ANFO ในหลุมเจาะที่มีขนาดเล็กและปานกลาง เพราะจะทำให้พลังงานการระเบิดลดลง เนื่องจากเกิดการระเบิดจากปากหลุมก่อนถึงก้นหลุม ดังนั้นต้องทำการเลือกปริมาณของวัตถุระเบิดในแกนของสายชนวนให้เหมาะสมกับการใช้งาน
สายชนวนระเบิดที่มีปริมาณวัตถุระเบิดช่วง 1 ถึง 5 เกรนต่อฟุต จัดเป็นสายชนวนระเบิดพลังงานต่ำ (Low – Energy Detonating Cord, LEDC) การใช้สายชนวนประเภทนี้จะใช้กรณีที่การใช้สายชนวนระเบิดทั่วไประเบิดงาน อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับแรงอัดของอากาศ (air blast) ซึ่งเมื่อใช้สายชนวนระเบิดพลังงานต่ำจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ สายชนวนแรงต่ำนี้ไม่สามารถจุดระเบิดที่ไว้ต่อเชื้อปะทุ (cap-sensitive) ได้ดังนั้นจึงต้องใช่ร่วมกับเชื้อปะทุ
การจุดระเบิดด้วยสายชนวนระเบิดนี้สามารถทำการระเบิดแบบถ่วงเวลาถ่วงจังหวะได้ โดยใช้หลอดถ่วงเวลา (delay connector) เป็นตัวต่อระหว่างสายขนวนระเบิด ลักษณะการถ่วงจังหวะเป็นเช่นเดียวกับแก๊ปไฟฟ้าถ่วงเวลาซึ่งถ่วงเวลาจะมีตั้งแต่ 0.005 ถึง 0.050 วินาที อาจถ่วงเวลาแตกต่างจากนี้ทั้งนี้แล้วแต่บริษัทผู้ผลิต

ข้อดีและข้อเสียของการใช้สายชนวนระเบิด

ข้อดี

    1. ลดอัตราเสี่ยงอันตรายจากสื่อทางไฟฟ้า และคลื่นความถี่ต่าง ๆ
    2. สะดวกในการใช้
    3. ไม่มีข้อจำกัดในการหน่วงเวลา
    4. สามารถจุดระเบิดได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อเสีย

    1. เสียงดัง
    2. ราคาต้นทุนสูง
    3. เกิดการระเบิดจากปากหลุมไปถึงก้นหลุมทำให้สูญเสียกำลังในการระเบิด
    4. ถ้าทำการต่อสายชนวนบนปากหลุมกับที่อยู่ในหลุมไม่ดี เมื่อทำการระเบิดอาจทำให้สาย  ชนวนขาดและส่วนที่ต่อที่เหลือจะไม่ระเบิด
    5. ไม่สามารถใช้กับงานการระเบิดได้ทุกแบบ

 เชื้อปะทุที่ไม่ใช้ไฟฟ้า (Non – Electric Detonator)

ระบบการจุดระเบิดด้วยเชื้อปะทุที่ไม่ใช้ไฟฟ้า เป็นการปรับปรุงระบบการจุดระเบิดที่พัฒนาตัว

เชื้อปะทุ ซึ่งใช้กับสภาพงานที่อาจมีอันตรายเกี่ยวกับสื่อทางไฟฟ้า หรือคลื่นความถี่ต่าง ๆ หรือมีข้อจำกัดเรื่องเสียงของการระเบิด สำหรับเชื้อปะทุชนิดนี้ใช้ได้กับงานการระเบิดแทบทุกประเภท และมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบการจุดระเบิดด้วยเชื้อปะทุชนิดอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว

ลักษณะโดยทั่วไปของเชื้อปะทุที่ไม่ใช้ไฟฟ้า

โดยทั่วไปแล้วเชื้อปะทุไม่ใช้ไฟฟ้านี้ก็ประกอบไปด้วยแก๊ปซึ่งคล้ายกับแก๊ปไฟฟ้า และมีหลอดสายขนาดเล็ก ต่อออกจากตัวแก๊ป ลักษณะเหมือนสายไฟที่ต่อออกมาจากตัวแก๊ปไฟฟ้า ภายในหลอดสายนี้จะมีวัตถุระเบิดบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งมีปริมาณน้อยมากไม่สามารถจุดวัตถุระเบิดแรงสูงโดยตรงได้ แต่สามารถจุสารภายในแก๊ปที่ต่อกับหลอดสายนี้ให้เกิดการจุดเป็นทอด ๆ ได้ และตัวแก๊ปประเภทนี้ก็มีแบบถ่วงเวลาด้วย โดยมีคล้ายกับแก๊ปไฟฟ้า
ตัวอย่างของเชื้อปะทุประเภทนี้ที่ผลิตออกมาจำหน่ายได้แก่ ระบบ Nonel ของบริษัทไนโตรโนเบล ระบบ Exel ของบริษัท ไอซีไอ ระบบ Detaline ของบริษัทดูปองต์ สำหรับระบบ Detaline ของบริษัทดูปองต์นั้นมีลักษณะใกล้เคียงไปทางระบบสายชนวนระเบิดโดยทั่วไป เพียงแต่ใช้สายชนวนระเบิดพลังงานต่ำเป็นตัวส่งกำลัง

ประเภทและการใช้งานของเชื้อปะทุที่ไม่ใช้ไฟฟ้า

    ประเภทของเชื้อปะทุที่ไม่ใช้ไฟฟ้า สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

    1. ประเภทที่จุดระเบิดบนผิวดิน
    2. ประเภทที่จะดระเบิดในรูระเบิด

ทั้งสองประเภทมีจังหวะถ่วงในการระเบิดเหมือนกัน แต่ระยะเวลาที่ถ่วงระหว่างเบอร์ของทั้ง

สองประเภทนี้และจำนวนเบอร์จะต่างกัน ซึ่งแล้วแต่บริษัทผู้ผลิต
การใช้แก๊ปทั้งสองประเภทนี้ สามารถทำได้ดังนี้

1. ใช้ประเภทที่จุดระเบิดในรูระเบิด ต่อร่วมกับสายชนวนระเบิดที่ปากรูระเบิด เมื่อทำการระเบิดสายชนวนจะระเบิดต่อเนื่องทั้งวงจร แต่การระเบิดในรูระเบิดจะถูกหน่วงเวลาโดยแก๊ปประเภทนี้

2. ใช้ร่วมกันทั้งสองประเภท ซึ่งสามารถถ่วงเวลาได้ทั้งบนผิวดิน และในรูระเบิดซึ่งนิยมใช้สำหรับการระเบิดครั้งละหลายรูระเบิด

ข้อดีและข้อเสียในการใช้เชื้อปะทุไม่ใช้ไฟฟ้า

ข้อดี

    1. ลดอัตราเสี่ยงอันตรายจากสื่อทางไฟฟ้า และคลื่นความถี่ต่าง ๆ
    2. ลดปัญหาเรื่องเสียง
    3. ไม่จำกัดเรื่องการหน่วงเวลา
    4. ลดปัญหาเนื่องจากการ Cut Off ในรูระเบิด
    5. สามารถใช้กับงานระเบิดได้ทุกแบบ

ข้อเสีย

    1. ไม่สามารถตรวจสอบเชื้อปะทุก่อนใช้งาน
    2. ถ้า Surfact Delay เกิด Cut Off หลุมระเบิดที่เหลือจะไม่ระเบิด
    3. ราคาสูง

5. วัตถุระเบิดแรงสูง

วัตถุระเบิดแรงสูงโดยทั่วไปจะประกอบด้วยสารประกอบต่าง ๆ ทางเคมี ที่มีโครงสร้างทางโมเลกุลที่ไม่เสถียร ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจะมีความเร็วที่เร็วกว่าความเร็วเสียงที่วิ่งผ่านแท่งวัตถุระเบิดที่ไม่ได้จุดระเบิด ซึ่งแต่ละประเภทของวัตถุระเบิดจะมีความเร็วในการระเบิดที่ต่างกันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ
ของวัตถุระเบิดนั้น ๆ ผลผลิตจากปฏิกิริยานี้จะเป็นแก๊สที่อุณหภูมิและความดันสูง ตัวอย่างของวัตถุระเบิดแรงสูงได้แก่ Dynamites , Gelatin Dynamite ฯลฯ

การจำแนกประเภทต่าง ๆ ของวัตถุระเบิดแรงสูงอาจจำแนกได้ดังนี้

                     1. วัตถุระเบิดประเภทที่มี Nitroglycerin เป็นส่วนประกอบ
                     2. วัตถุระเบิดประเภท Watergel
                     3. วัตถุระเบิดประเภท Emulsion
                     4. วัตถุระเบิดประเภท Pentolite

1. วัตถุระเบิดประเภทที่มี Nitroglycerin เป็นส่วนประกอบ

วัตถุระเบิดประเภทนี้เป็นวัตถุระเบิดแรงสูงประเภทแรกที่มีการค้นพบ และทำการปรับปรุงส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อให้คุณสมบัติของวัตถุระเบิดมีความเหมาะสมกับการใช้ ในการระเบิดตามสภาพงานต่าง ๆ เมื่อพิจารณาถึงส่วนผสมที่ใช้ก็สามารถจัดกลุ่มของวัตถุระเบิดประเภทนี้ได้เป็น 2 กลุ่มใหญคือ ไดนาไมท์ (Dynamite) และ เจลาติน (Gelatin)

 2. วัตถุระเบิดประเภท Watergel

วัตถุระเบิดประเภทนี้มีลักษณะเหมือนเจล วัตถุระเบิดนี้มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือแอมโมเนียไนเตรท ซึ่งเป็นสารนำออกซิเจน มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 10-30 เปอร์เซ็นต์ และตัวเร่งปฏิกิริยาคือสารเชื้อเพลิงคาร์บอเนเชียส , TNT , อลูมิเนียม หรือ สารประกอบอินทรีย์ เช่น methylamin nitrate เป็นต้น
วัตถุระเบิดประเภทนี้สามารถทำให้ความไวต่อการจุดระเบิดด้วยเชื้อปะทุ (cap-sensitive) หรือ จุดระเบิดด้วยวัตถุระเบิดแรงสูง (primer-sensitive) วัตถุระเบิดประเภทนี้ถูกเรียกว่าวัตถุระเบิดเหลว (slurry explosive)

3. วัตถุระเบิดประเภท Emulsion


Powergel Magnum 3151 ของ Chai International Development

วัตถุระเบิดประเภทนี้เป็นของผสมของเหลวให้เข้ากับน้ำมัน ส่วนประกอบของวัตถุระเบิดประเภทนี้จะมีสารละลายของแอมโมเนียไนเตรท และสารนำออกซิเจนตัวอื่น ๆ อยู่รวมกันเหมือนฟองอากาศเล็ก ๆ ที่กระจายตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอในเนื้อวัตถุระเบิด และถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยน้ำมันและขี้ผึ้ง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทำให้มีพื้นที่ในการสัมผัสระหว่างเชื้อเพลิง กับสารละลายของสารนำออกซิเจนมากขึ้น วัตถุระเบิดประเภทนี้จะโพรงอากาศขนาดเล็ก ๆ ผสมอย่างสม่ำเสมอในเนื้อวัตถุระเบิด ตัวอย่างเช่น โพรงอากาศใน microballoons ซึ่งมีขนาดเล็กมากผสมอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นกระแทกจากการระเบิดของแก๊ปจะทำให้ microballoons เหล่านี้ถูกอัดตัวและให้ความร้อนที่สูง เมื่ออุณหภูมิสูงพอก็จะเริ่มเกิดปฏิกิริยาการระเบิดอย่างรวดเร็ว *(โพรงอากาศเล็ก ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนกับสารเร่งปฏิกิริยาในวัตถุระเบิด)
ความหนาแน่นและความสามารถในการถูกกระตุ้นของวัตถุระเบิดประเภทนี้สามารถควบคุมได้โดยจำนวนของ microballoons ในเนื้อวัตถุระเบิด ความแรงของวัตถุระเบิดประเภทนี้ควบคุมได้โดยการเติมสารเชื้อเพลิง,อลูมิเนียม ความเร็วในการระเบิดจะลงลงเมื่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลดลงหรืออลูมิเนียมเพิ่มขึ้น ความคงทนต่อน้ำดีมาก และความไวของการจุดระเบิดจะแบ่งเป็นสองประเภท คือประเภทที่สามารถจุดระเบิดด้วยเชื้อปะทุ strenght เบอร์ #8 ขึ้นไป และประเภทที่ต้องจุดด้วยวัตถุระเบิดแรงสูง
เนื่องจากวัตถุระเบิดประเภทนี้ไม่มีความไวต่อแรงกระแทกแรงเสียดทาน หรือความร้อนทำให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้งานอย่างมาก


Powergel Trimex 3000 ของ Chai International Development

4. วัตถุระเบิดประเภท Pentolite

วัตถุระเบิดประเภทนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการจุดระเบิด สารระเบิดทุกชนิดที่อยู่ในหลุมเจาะที่มีความยาวมาก และใช้ระเบิดพวกหินแข็ง เนื่องจากมีความเร็วในการระเบิดสูงมากประมาณ 7500 เมตรต่อวินาที ส่วนประกอบของวัตถุระเบิดประเภทนี้ คือ PETN และ TNT ซึ่งผสมกันอยู่ประมาณ 10 – 50 % ของ PETN 90 –50 % ของ TNT หรืออาจมีสารตัวอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วยแต่มีปริมาณที่ไม่มากนัก ซึ่งแล้วแต่บริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ จะผลิตออกมา
จากความเร็วในการระเบิดที่สูงมากนั้น ทำให้การเกิดความดันของการระเบิดที่รวดเร็วและขยายออกเพื่อไปจุดระเบิดสารระเบิดต่อไปได้เร็วขึ้น ทำให้ผลของการระเบิดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณสมบัติทั่วไปของวัตถุระเบิด

คุณสมบัติของวัตถุระเบิดเป็นตัวบ่งบอกการเลือกใช้วัตถุระเบิด กับให้สัมพันธ์กับลักษณะงาน และสภาพหน้างาน คุณสมบัติทั่วไปของวัตถุระเบิดที่ควรพิจารณามีดังนี้

                                  1. ความเร็วในการระเบิด (Velocity of detonation)
                                  2. ความหนาแน่น
(Density)
                                  3. ความดันจากการระเบิด
(Detonation pressure)
                                  4. ความไวต่อการกระตุ้นและขนาดอนุภาค
(Sensitivity,Critical diameter)
                                  5. พลังงานที่ให้ออกมา หรือความแรง
(Energy output / Strength)
                                  6. การกันน้ำ
(Water resistance)       
                                  7. ความปลอดภัย
(Safety characteristics)
                                  8. ลักษณะควันระเบิด
(Fume class)
                                  9. อายุการเก็บรักษา
(Shelf life)

1. ความเร็วในการระเบิด

ความเร็วในการะเบิด หมายถึง อัตราของคลื่นระเบิดที่วิ่งไปตามแท่งวัตถุระเบิดความเร็วในการระเบิดนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ มากมาย เช่น ความหนาแน่น,ส่วนผสม,ขนาดของวัตถุระเบิด,ขนาดของ particles ในวัตถุระเบิด degree of confinement

2. ความหนาแน่น

ความหนาแน่นของวัตถุระเบิดจะบอกถึงน้ำหนักของวัตถุระเบิดต่อปริมาตร (กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร) หรือปริมาตรจำเพาะ น้ำมีความหนาแน่นเท่ากับ 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ความหนาแน่นเป็นตัวบ่งชี้ถึง ความเร็วในการระเบิดและความดันในการระเบิดได้ โดยทั่วไปวัตถุระเบิดทางการค้าจะมีความหนาแน่นอยู่ระหว่าง 0.7 –1.7 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร

3. ความอันจากการระเบิด

4. ความไวต่อการกระตุ้น

ความไวของวัตถุระเบิด หรือความสามารถในการถ่ายทอดพลังงานของวัตถุระเบิดซึ่งวัดด้วย ความห่างที่วางวัตถุระเบิดสองแท่ง ซึ่งเมื่อจุดระเบิดแท่งที่หนึ่งให้ระเบิดแล้วสามารถที่จะไปกระตุ้นให้วัตถุระเบิดแท่งที่สองระเบิดได้

5. ขนาดของอนุภาค

ขนาดอนุภาคของวัตถุระเบิดควรมีขนาดที่เล็กมาก ๆ ซึ่งเมื่อระเบิดจะเกิดความต่อเนื่องตลอดในแท่งของวัตถุระเบิด ค่านี้ได้จากการทดลองจุดระเบิดวัตถุระเบิดที่มีขนาดอนุภาคที่แตกต่างกัน

6. พลังงานที่ให้ออกมาหรือกำลังของวัตถุระเบิด

วัตถุประสงค์ในการใช้วัตถุระเบิดในงานระเบิดต่าง ๆ คือ ต้องการพลังงานที่ปลดปล่อยของวัตถุระเบิดให้มากที่สุด เพื่องานจะได้มีประสิทธิภาพ งานที่ว่านี้อาจเป็นการทำให้หินแตกตัวออก หรือ การตัดเหล็ก พลังงานที่ให้ออกจากการระเบิด อยู่ในรูปของพลังงานทางเคมีที่ให้ออกมาขณะเกิดปฏิกิริยา และถูกใช้ไปในระหว่างเกิดการปฏิกิริยาระเบิด เช่นใช้ในการบดหินที่อยู่รอบรูเจาะ เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและแสงสว่าง,เสียง,แรงสั่นสะเทือน,แรงพลังดัน เป็นต้น ซึ่งพลังงานต่าง ๆ ที่ถูกใช้ไปนี้สามารถคำนวณและวัดได้

7. คุณสมบัติในการกันน้ำ (Water resistance)

เป็นคุณสมบัติของวัตถุระเบิดที่จะคงความไวต่อการกระตุ้นได้มากน้อยเพียงใดเมื่อถูกน้ำ วัตถุระเบิดเกิดเสื่อมสภาพ เพราะน้ำโดยสาเหตุสองประการ คือ เกลือที่ผสมในวัตถุระเบิดเกิดละลายน้ำและสูญเสียไป หรือความดันน้ำทำให้ขนาดและจำนวนของฟองอากาศเกิดลงลง เป็นผลให้วัตถุระเบิดค่อย ๆ เสื่อมสภาพ วัตถุระเบิดเนื้อพลาสติดโดยปกติแล้วมีความคงทนต่อน้ำสูง วัตถุระเบิดประเภท Emulsion มีคุณสมบัติความคงทนต่อน้ำที่ดีมากด้วยเกลือที่ถูกปกคลุมด้วยฟิล์มของน้ำมัน/ขี้ผึ้ง และฟองอากาศถูกบรรจุอยู่ใน microballoons

วัตถุระเบิดที่ไม่มีคุณสมบัติคงทนต่อน้ำ ในตัวเองก็สามารถทำให้ใช้ในน้ำโดยการบรรจุลงในวัสดุกันน้ำ เช่นพลาสติก ตัวอย่างเช่น ANFO , Dynamite

ความปลอดภัยในการใช้งาน

เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของวัตถุระเบิด เพื่อให้ถูกลักษณะการใช้งาน,การขนย้าย และความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงาน เช่น วัตถุระเบิดประเภท Dynamite เป็นวัตถุที่มีความไวต่อแรงกระแทกและแรงเสียดทานมาก การวัดความปลอดภัยของวัตถุระเบิดสามารถทำได้จากการทดสอบหาค่าของพลังงานหรือ ปริมาณของแรงต่างๆ ที่มากระทำกับวัตถุระเบิดมากที่สุดแล้วไม่เกิดการระเบิดเมื่อได้รับแรงกระทำเหล่านี้

1. การทดสอบแรงกระแทก ทำโดยการปล่อยน้ำหนักจากที่สูงลงกระแทกตัววัตถุระเบิด และทำการเปลี่ยนแปลงความสูง และขนาดของน้ำหนังโดยการทดสอบ การทดสอบมาตรฐานจะใช้น้ำหนัก 5 กิโลกรัม และเปลี่ยนแปลงความสูงตั้งแต่ 100 เซนติเมตรขึ้นไป

2. การทดสอบแรงเสียดทาน จะทดสอบเพื่อหาความสามารถของวัตถุระเบิด ที่ทนอยู่ได้เมื่อให้วัตถุระเบิดเสียดสีไปในวัสดุต่าง ๆ กันเช่นเหล็ก , ไนรอนหรือทองเหลือง และยังไม่ให้เกิดปฏิกิริยาอื่นๆ เช่น เสียง ควัน การเผาไหม้ แสงสว่าง

3. การทดสอบด้วยการยิงปืนเพื่อให้ลูกปืนไปกระแทกวัตถุระเบิด โดยสอบโดยการเปลี่ยนขนาดของตัวอย่างจากการกระแทกของลูกกระสุนตะกั่ว หรือทองเหลืองประเมินความไวของวัตถุระเบิดที่ทดสอบ

4. การทำสอบความร้อน เพื่อหาปริมาณความร้อนสูงสุดที่วัตถุระเบิดสามารถทนอยู่ได้ก่อนเกิดการระเบิด

5. การทดสอบการเผาไหม้ เพื่อหาปริมาณของวัสดุที่จะให้ปริมาณความร้อนในการเผาวัตถุระเบิดทำโดยการเปลี่ยนน้ำหนักของวัตถุระเบิดจาก 5 – 500 ปอนด์ เผากับไม้หรือน้ำมันดีเซลในขอบเขตที่จำกัดและที่โล่ง ในช่วงระยะเวลา 30 นาทีถึง 6 ชั่วโมง

6. การทดสอบกระแสไฟฟ้าสถิตย์ เพื่อหาการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของวัตถุระเบิดเมื่อให้กระแสไฟฟ้าสถิตย์ สารระเบิดต้องไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าสถิตย์ 25,000 โวลต์

7. ควันที่เกิดขึ้นหลังการระเบิด

ควันระเบิด หมายถึง แก๊สพิษที่ได้จากการระเบิด เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) ไนโตรเจนออกไซด์ (NO และ NO2) ลักษณะของควันระเบิดจะเป็นตัวบอกถึงปริมาณของแก๊สพิษที่เกิดขึ้นจากการระเบิด ซึ่งต้องพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับการระเบิดในอุโมงค์หรือ ระเบิดในที่ที่การระบายอากาศไม่ดี

8. อายุการใช้งาน

อายุการใช้งานของวัตถุระเบิดเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง วัตถุระเบิดบางประเภทที่มีการเก็บไว้นาน หรือเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น มีความชื้นมากเกินไป อุณหภูมิสูงเกินไป เช่นวัตถุระเบิดพลาสติก ไนโตรกรี เซลรีน เมื่อเก็บไว้ในที่อุณหภูมิสูงจะทำให้เกลือที่ผสมอยู่เกิดการแยกตัวออกจากเนื้อวัตถุระเบิด หรือฟองอากาศที่ผลมอยู่ในวัตถุระเบิดอาจสูญเสียไปบางส่วนหรือทั้งหมดถ้าเก็บไว้นาน ทำให้ความไวต่อการจุดระเบิดลดลง หรือไม่สามารถจุดระเบิดได้

ไพรเมอร์ (PRIMER)

ไพรเมอร์ หมายถึง วัตถุระเบิดที่มีเชื้อปะทุประเภทใดประเภทหนึ่งสอดใส่อยู่เรียบร้อยแล้ว และสามารถจุดระเบิดได้ และผลของการระเบิดจะจุดวัตถุระเบิดที่มีความไวน้อยกว่าหรือเท่ากันให้ระเบิดได้ สำหรับคำว่า บูสเตอร์ (Booster) หมายถึง วัตถุระเบิดที่ไวต่อเชื้อปะทุที่ใส่เพิ่มเข้าไปในรูระเบิด เพื่อเพิ่มความรุนแรงของปฏิกิริยาระเบิด บูสเตอร์จะแตกต่างจากไพร์เมอร์ตรงที่บูสเตอร์นี้จะไม่มีเชื้อปะทุสอดใส่อยู่

ลักษณะทางกายภาพ

ลักษณะทางกายภาพในที่นี้ หมายถึง ความสามารถคงสภาพอยู่ได้ของไพรเมอร์ขณะขนย้ายหรือใช้งาน ซึ่งจะระเบิดก็ต่อเมื่อได้รับการจุดระเบิด ความแข็งแกร่งทางกายภาพของไพรเมอร์นี้พิจารณาจากคุณลักษณะความปลอดภัยของวัตถุระเบิด สำหรับหลุมระเบิดที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ถ้าปล่อยน้ำหนักของวัตถุระเบิดทั้งหมดลงบนไพรเมอร์ด้านล่าง อาจทำให้ไพรเมอร์เกิดการระเบิดขึ้นได้ ถ้าความคงทนต่อแรงกระแทกของไพรเมอร์นั้นต่ำเกินไป

 6. สารระเบิด

สารระเบิดเป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงและสารนำออกซิเจน (Oxidizer) โดยมีอากาศเปรียบเสมือนสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งส่วนผสมแต่ละอย่างไม่ได้จัดเป็นวัตถุระเบิดโดยตัวของมันเอง และส่วนผสมเหล่านี้ต้องไม่จุดระเบิดได้ด้วยแก๊ปเบอร์ #8 หรือเชื้อปะทุชนิดอื่น ๆ ที่มีความแรงเทียบเท่า เมื่อส่วนผสมนี้อยู่ในที่โล่ง

สารระเบิดจะมีส่วนผสมขั้นต้นเป็นไนเตรทของสารอนินทรีย์ (inorganic nitrate) และเชื้อเพลิงที่มีธาตุคาร์บอน (carbonaceous fuel) และอาจมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น ผงอลูมิเนียมเฟอโรซิลิกอน
สารระเบิดที่นิยมใช้กันมากคือ ANFO ซึ่งเป็นส่วนผสมของแอมโมเนียไนเตรท (Ammonium Nitrate) และน้ำมันเชื้อเพลิง (ดีเซล)